การทำศัลยกรรมตกแต่งในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบและแก้ไขโครงสร้างให้เหมาะกับสัดส่วนและปัญหาของแต่ละบุคคล การผ่าตัดแต่ละเคสจึงมีความซับซ้อนแตกต่างกันออกไป และใช้เวลาในการผ่าตัดไม่เท่ากัน จนหลายคนสงสัยว่า ในกระบวนการผ่าตัดศัลยกรรมที่ใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมงนั้น “ขั้นตอนไหนคือจุดที่ยากที่สุด” บทความนี้จะพาไปเปิดมุมมองจากห้องผ่าตัดจริง โดยทีมแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง Beauty Med Hub ทั้ง 3 ท่าน หมอโฮป หมอบี หมอพรเทพ ที่จะมาไขข้อข้องใจผ่านเคสศัลยกรรมที่คนไทยนิยมทำมากที่สุดคือ เสริมจมูก ดึงหน้า เสริมหน้าอก เจาะลึกการผ่าตัดศัลยกรรมแต่ละประเภท ขั้นตอนไหนยากที่สุด และปัจจัยที่ทำให้บางเคสต้องใช้เวลามากกว่าเคสทั่วไปคืออะไร?
ศัลยกรรมจมูก – เสริมจมูก Open ใช้กระดูกซี่โครง

เคสแรกเป็นการผ่าตัดเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครง ซึ่งเป็นเทคนิคที่มักใช้ในผู้ที่เคยเสริมจมูกมาแล้วหลายครั้ง แก้จมูกซับซ้อน หรือมีปัญหาโครงสร้างจมูกเดิมเสียหาย
คุณหมอโฮป นพ.อธิคม ถนัดพจนามาตย์ ศัลยแพทย์ตกแต่งจาก Dr.Hope Plastic Surgery อธิบายว่าคนไข้เคสนี้ศึกษาข้อมูลมาก่อนแล้ว เมื่อหมอให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางใช้กระดูกซี่โครงเสริมจมูก จึงตัดสินใจว่าวิธีนี้น่าจะเหมาะกับปัญหาของตัวเองมากที่สุด
การทำจมูกและการตัดกระดูกซี่โครง ขั้นตอนไหนยากที่สุด?
หมอโฮปอธิบายว่า สิ่งที่ยากที่สุดของการผ่าตัดเสริมจมูก แก้จมูกด้วยกระดูกซี่โครง ไม่ใช่ขั้นตอนการตัดซี่โครง แต่คือ “การเปิดจมูกและเลาะพังผืด” เพื่อหาโครงสร้างเดิมของจมูกให้เจอ
โดยเฉพาะกรณีที่คนไข้เคยทำจมูกมาแล้วหลายครั้ง ภายในจมูกจะมีทั้งพังผืด เนื้อเยื่อที่เปลี่ยนรูป และโครงสร้างกระดูกอ่อนที่อาจยุบตัวหรือเสียหายจากแรงกดของซิลิโคนเดิมในการทำศัลยกรรมตกแต่งครั้งก่อนๆ
แพทย์จึงต้องเลาะเนื้อเยื่อและพังผืดรอบๆ ของเก่าออกให้หมด เพื่อให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริงก่อนปรับตำแหน่งใหม่ ซึ่งระยะเวลาการผ่าตัดเสริมจมูกเคสทั่วไป โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง แต่ในเคสที่ซับซ้อนมาก อาจใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมง
การแก้จมูก 7-8 ครั้ง มีจริงไหม และมีผลเสียอย่างไร?
หมอโฮปยืนยันว่า เคสที่แก้จมูก 7-8 ครั้ง “มีจริง” การที่มีซิลิโคนอยู่ในร่างกายนานๆ และมีการเปลี่ยนบ่อยครั้ง อาจทำให้ซิลิโคนไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดี สร้างแรงกดจนเกิดความเสียหาย และทำให้โครงสร้างตามธรรมชาติของจมูกผิดรูปได้
เทคนิคเสริมจมูก Open Rhinoplasty เหมาะกับใคร?
เทคนิคเสริมจมูกแบบ Open หรือการเปิดโครงสร้างจมูก เป็นเทคนิคที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างภายในชัดเจน สามารถปรับแต่งแก้ไขโครงสร้างจมูกได้อย่างละเอียดมากกว่าแบบปิด จึงนิยมใช้กับผู้ที่มีโครงสร้างจมูกซับซ้อน หรือผู้ที่เคยแก้จมูกหลายครั้ง โดยเฉพาะในคนที่ต้องการ “แก้ปัญหาให้จบในครั้งเดียว” โดยเทคนิคนี้มักใช้กระดูกซี่โครงตัวเอง เพื่อเสริมโครงสร้างจมูกให้แข็งแรงในระยะยาว
ศัลยกรรมดึงหน้า – Deep Plane Facelift ดึงหน้าครั้งแรก

การผ่าตัดดึงหน้าเป็นศัลยกรรมเสริมความงามที่ต้องใช้ความละเอียดสูง จึงต้องอาศัยประสบการณ์ของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก ซึ่งในเคสนี้เป็นการผ่าตัดดึงหน้าครั้งแรกของคนไข้
คุณหมอบี นพ.ฉัตรพงษ์ ศาสตรสาธิต แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทางจาก Bestheticsurgery อธิบายว่า การผ่าตัดดึงหน้าโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่หากเป็นเคสแก้ จะมีความยากเพิ่มขึ้นและอาจต้องใช้เวลามากขึ้นด้วย
ดึงหน้าครั้งแรก กับ เคสแก้ ความยากต่างกันอย่างไร?
ดึงหน้าครั้งแรกใช้เวลาไม่นานมาก แต่หากเป็น “เคสแก้” หรือคนที่เคยผ่าตัดดึงหน้ามาก่อน จะมีพังผืดและการเปลี่ยนแปลงของชั้นเนื้อเยื่อ ทำให้โครงสร้างชั้นผิวหนัง (Plane) เปลี่ยนตำแหน่งไป การเลาะเนื้อเยื่อของเก่าออกคือขั้นตอนที่เป็นปัญหาใหญ่และทำให้การผ่าตัดยากขึ้น
การดึงหน้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคนิค Deep Plane หรือการดึงหน้าชั้นลึก มักจะเป็นการเลาะเนื้อเยื่อผิวหนังใต้ชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างสำคัญของใบหน้าที่มีเส้นประสาทอยู่เยอะมาก หากเลาะผิดชั้น บางเกินไป หรือหนาเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เนื้อตาย หรือผลลัพธ์ไม่เป็นธรรมชาติได้ ศัลยแพทย์ต้องเลาะให้ถูกเพลนและต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ
ผิวหย่อนคล้อยเยอะ ควรดึงหน้าหรือใช้เครื่องยกกระชับ?
หมอบีให้มุมมองว่า ในบางเคสที่มีผิวส่วนเกินและความหย่อนคล้อยมาก การดึงหน้าอาจเป็นทางออกที่ “จบปัญหา” ได้ชัดเจนกว่า แม้หลายคนอยากหลีกเลี่ยงแผลผ่าตัด แต่หากโครงสร้างใบหน้าหย่อนคล้อยมาก การใช้เครื่องยกกระชับเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว
ดึงหน้า Deep Plane Facelift ต่างจากดึงหน้าปกติยังไง?
Deep Plane Facelift เป็นเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก ไม่ได้ดึงเพียงผิวหนังด้านนอกเหมือนการดึงหน้าทั่วไป จึงช่วยให้ใบหน้าดูกระชับอย่างเป็นธรรมชาติและผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น เทคนิคนี้ต้องอาศัยความชำนาญและความเข้าใจกายวิภาคของใบหน้าอย่างละเอียด เพราะบริเวณนี้มีเส้นประสาทสำคัญอยู่จำนวนมาก หากเลาะผิดชั้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออกหรือกระทบเส้นประสาทได้
ศัลยกรรมเสริมหน้าอก – Tuberous Breast แก้หน้าอกไม่เท่ากัน

เคสนี้เป็นการเสริมหน้าอก Tuberous Breast แก้ภาวะหน้าอกทรงผิดรูปแต่กำเนิด เป็นเคสที่ต้องวางแผนผ่าตัดอย่างละเอียด เพื่อปรับรูปทรงและความสมดุลของหน้าอกให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด
คุณหมอพรเทพ รศ.นพ.พรเทพ พึ่งรัศมี ศัลยแพทย์ตกแต่งจาก BeContour Plastic Surgery อธิบายว่า สำหรับเคสนี้หน้าอกคนไข้มีลักษณะหดรัด และหน้าอกสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน เทคนิคที่ใช้คือ “เสริมหน้าอก วางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ” แทนที่จะเป็นใต้กล้ามเนื้อหรือ Dual Plane
ทำไมเลือกวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อในเคสนี้?
การวางตำแหน่งซิลิโคนเสริมหน้าอก หลักๆ จะมี 3 ตำแหน่ง คือ เหนือกล้ามเนื้อ, ใต้กล้ามเนื้อ, และ Dual Plane แพทย์จะเลือกตำแหน่งวางซิลิโคนจากหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับปัญหาและโครงสร้างหน้าอกของแต่ละคน เช่น ความหนาของเนื้อหน้าอก รูปทรงเดิม ความหย่อนคล้อย และเป้าหมายของผลลัพธ์หลังผ่าตัด
การผ่าตัดเสริมเต้านมเคสนี้ คนไข้มีเนื้อหน้าอกที่หนาเพียงพอ จึงช่วยดันและยืดเนื้อนมเดิมออกมาได้เยอะขึ้น และสามารถแก้ปัญหา Tuberous Breast ได้
ขั้นตอนไหนคือส่วนที่ยากและต้องพิถีพิถันที่สุดในการทำหน้าอก?
หมอพรเทพอธิบายว่า หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญมาก คือ “การเลาะโพรง” ต้องทำให้เหมาะกับขนาดของซิลิโคน เพื่อไม่ให้ซิลิโคนเลื่อนไปซ้าย-ขวา หรืออยู่สูง-ต่ำเกินไป หากเลาะโพรงกว้างหรือแคบเกินไป ซิลิโคนอาจเคลื่อนตำแหน่ง ทำให้หน้าอกไม่เท่ากัน หรือเบี้ยวได้
ในเคสนี้ คนไข้มีขนาดหน้าอกสองข้างไม่เท่ากันอยู่แล้ว จึงต้องใช้ซิลิโคนขนาดต่างกัน และต้องเลาะโพรงให้เหมาะสมกับขนาดซิลิโคนที่จะใส่แต่ละข้าง เพื่อให้หน้าอกทั้งสองข้างออกมาดูใกล้เคียงกันที่สุด ถือเป็นขั้นตอนที่ยากและต้องพิถีพิถันมาก
หมอพรเทพเปรียบเทียบว่า การเลาะโพรงเพื่อปรับขนาดให้เท่ากันคือ “รากฐานสำคัญ” หากเริ่มต้นจากขนาดที่ไม่เท่ากัน ขั้นตอนจัดตำแหน่งอื่นๆ หลังจากนั้น เช่น ตำแหน่งหัวนมหรือปานนม ก็จะแก้ยากตามไปทั้งหมด
เสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อ เหมาะกับใคร?
การเสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อ เป็นเทคนิคที่เหมาะกับคนที่มีเนื้อหน้าอกเดิมค่อนข้างหนา มีผิวและเนื้อเยื่อรองรับซิลิโคนได้ดี รวมถึงผู้ที่ต้องการให้หน้าอกดูชัดและเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ ในบางเคส เช่น ผู้ที่มีภาวะ Tuberous Breast หรือหน้าอกหดรัด การวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อยังช่วยดันและยืดเนื้อนมเดิมให้คลายออกได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เทคนิคที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างหน้าอกและปัญหาของแต่ละคน ซึ่งควรประเมินโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางก่อนผ่าตัด
สรุป
การทำศัลยกรรมตกแต่ง เสริมจมูก ดึงหน้า เสริมหน้าอก แม้จะเป็นศัลยกรรมคนละประเภท แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่คนไข้ส่วนใหญ่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเลาะพังผืดในการแก้จมูก การเลาะเนื้อเยื่อชั้น SMAS ในการดึงหน้า หรือการเลาะโพรงเพื่อวางซิลิโคนในการเสริมหน้าอก
ทุกขั้นตอนล้วนต้องอาศัยทั้งความรู้ทางการแพทย์ เทคนิคเฉพาะทาง และความละเอียดอย่างมาก โดยเฉพาะในเคสแก้หรือเคสที่มีความซับซ้อน
ดังนั้น การเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่มีประสบการณ์ รวมถึงการประเมินปัญหาอย่างตรงจุดตั้งแต่แรก จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวย ดูเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยในระยะยาว
